***ยินดีต้อนรับเข้าสู้เว็บมีเดีย ดอท สุราษฎร์ธานี ดอท จีโอ ดอท ทีเอช “ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบการใช้งานเว็บไซต์"
 
 
     
     
 

 

ตามรอยพุทธทาส

วัดบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร นามเดิม วัดพระธาตุเป็นอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร เดิมุญาเป็นวัดราษฏร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตกฐานะขึ้นเป็นอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ มีนามว่า พระธาตุไชยาต่อมา ทรงให้เลื่อนฐานะขึ้นเป็นอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร พระราชทานนาม วัดพระมธาตุไชยา อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอไชยาประมาณ ๒ กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่ท่านพุทธทาสได้เคยมาเป็นครูสอนนักธรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๓

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๔๗๘ เป็นที่รวมศิลปวัตถุที่พบในพื้นที่อำเภอไชยา ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๓ ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุซึ่งพบในเขตสุราษฏร์ธานี อันแสดงถึงความรุ่งเรืองทางด้านศาสนธรรม ตลอดจนอารยธรรมของผู้คนบนแผ่นดินบริเวณนี้เฉพาะอย่างยิ่งในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ เป็นต้นมา โดยเฉพาะสมัยทาราวดีและศรีวิชัย ที่สำคัญได้แก่พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด (จำลอง) ที่เป็นรูปแบบของรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่สวนโมกข์ ซึ่งจัดเป็นศิลปะศรีวิชัยที่มีชื่อเสียงและงดงามที่สุด อันเป็นหลักฐานสนับสนุนความสำคัญในด้านศิลปวัฒธรรมของเมืองไชยาโบราณสมัยศรีวิชัย นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือยุคหิน กลองมโหระทึก เทวรูปพระพิมพ์ พระโพธิสัตว์ พระพุทธรูปเครื่องถ้วย ลูกปัด และเครื่องแก้วต่างๆอีกมากมาย รวมทั้งพระพุทธรูปสมาธิองค์ใหญ่ แกะจากหินศิลปะจาม จากเขตเวียดนาม ก็จัดแสดงอยู่ที่นี่ด้วย

วัดเวียง วัดแก้วและวัดหลง เป็นโบราณสถานที่ศึกษาโบราณคดีศรีวิชัยและประวัติศาสตร์เมืองไชยา ซึ่งสันนิฐานกันว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัยอันเคยเจริญรุ่งเรืองในอดีต โดยเฉพาะทางด้านพุทธศาสนารูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในสวนโมกข์ วัดแก้วและวัดหลง ต่างได้รับอิทธิพลศิลปะศรีวิชัย

วัดเวียง เป็นวัดประจำเมืองไชยา วิหารหลังปัจจุบันสร้างครอบบนซากอาคารเดิมซึ่งถูกทำลายไป โบราณวัตถุสำคัญที่พบ คือ พระพุทธรูปสำริดปางนาคปรกจารึกที่ฐานเป็นภาษาเขมรว่ากษัตริย์ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๑๗๒๖ และพระพุทธรูปศิลาทรายแดง

วัดแก้ว มีเจดีย์เป็นทรงปราสาทยอดสถูป โครงสร้างคล้ายกับจันทิในศิลปะชวาภาคกลางแต่ลักษณะการตกแต่งภายนอกคล้ายคลึงกับปราสาทในศิลปะจาม อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ สันนิษฐานว่าวัดแก้วสร้างขึ้นในเมืองไชยาโดยวัดแก้วสร้างขึ้นในเมืองไชยาโดยได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปกรรมมาจากอินเดีย อายุราวศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ ที่วัดแก้วได้พบพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลาทรายสีดงไม่มีเศียรในจระนำซุ้มที่ผนังด้านทิศใต้ของมุขด้านทิศตะวันออก มีลักษณะตามแบบศิลปะจาม จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา

วัดหลง เป็นสถาปัตยศิลป์ศรีวิชัยขนาดใหญ่ที่สุดที่พบในเมืองโบราณไชยา มีขนาดใหญ่กว่าพระบรมธาตุไชยา มีขนาดใหญ่กว่าพระบรมธาตุไชยาราวหนึ่งเท่าตัว ผู้สร้างเป็นบุคคลชนชั้นปกครองคือ พระราชาแห่งเมืองไชยาโบราณ

วัดอุบล ท่านพุทธทาสบวชที่วัดอุบล (วัดนอก) ปัจจุบัน วัดอุบล (วัดนอก) เป็นโบราณสถานที่กำลังรอการบูรณะ

วัดตระพังจิก (สวนโมกข์เก่า) เป็นวัดสร้างมานาน มีไม้รกครึ้มรวมทั้งต้นโมกและต้นพลาที่มาของชื่อต้น สวนโมกขพลาราม เป็นช่วงเวลาที่ท่านพุทธทาสได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุดช่วงเกิดแนวคิดว่า “วิปัสสนาคือวันแห่งการดูธรรมชาติ” ท่านพุทธทาส เริ่มศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจังพร้อมเริ่มนิพนธ์ ตามรอยพระอรหันต์ ต่อมา ๒๕๗๖ จึงเริ่มหนังสือพิมพ์ พุทธศาสนา เพื่อเผยแพร่แนวคิด

วัดชยาราม ขณะอยู่สวนโมกข์เก่า ท่านพุทธทาสเดินทางไปมาวัดชยารามเป็นประจำเพื่อทำงานเทศน์ เพื่อความสะดวกจึงได้สร้างหอสมุดเป็นที่เก็บหนังสือขึ้นในปี ๒๔๘๒

ย่านตลาดเก่า พุมเรียง เป็นบ้านเกิดของท่านพุทธทาส ในช่วงเวลาที่ท่านเกิดปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ พุมเรียงเป็นที่ตั้งของตัวเมืองไชยา ตลาด
พุมเรียงจึงคึกคักด้วยผู้คนไปมาค้าขาย ปัจจุบันบ้านเก่าของท่านพุทธทาสไม่มีบ้านพื้นดินหลังคามุงจากให้เห็น และไม่เหลือเค้าเดิมมากนักและเงียบสงบกวืที่เคยเป็นมาในอดีต

เมื่อพระพุทธเจ้าคืนสู่ธรรมชาต
ภายหลังถึงการมรณภาพ และประกอบพิธีเผาศพท่านพุทธทาส ณ สวนโมกข์แล้ว อัฐิของท่านเก็บอยู่ ณ ศาลาธรรมโฆษณ์ ส่วนเถ้าอังคารนำไปลอยและโปรยยังสถานที่ ๓ แห่งทั้งในทะเล ภูเขา และต้นแม่น้ำตาปีที่เขาสก

ช่องอ่างทองอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เถ้าอังคารท่านพุทธทาสเดินทางจากสวนโมกข์ไปยังท่าเรืออำเภอดอนสัก แล้วจึงออกทะเลไปยังช่องอ่างทอง ในทางประวัติศาสตร์ ช่องอ่างทองเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของอาณาจักรศรีวิชัยซึ่งมีอาณาเขตอยู่ในอ่าวบ้านดอนไปถึงทางใต้ สันนิษฐานว่าพุทธศาสนาจากอินเดียมาสู่ศรีวิชัยด้วยเส้นทางนี้ และพระเถระได้ใช้เป็นเส้นทางผ่านไปยังอินเดีย การที่พุทธทาสเลือกลอยอังคารที่ช่องอ่างทอง น่าจะดพื่อระลึกถึงเส้นทางสำคัญในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของไทยด้วย

เขาประสงค์ อยู่ในอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นควนขนาดใหญ่มองเห็นแต่ไกล ท่านพุทธทาสเลือกเขาประสงค์เป็นแห่งที่สอง เพราะเป็นที่เก็บอัฐิ โยมพ่อ โยมแม่ และโยมป้ามาแล้ว

อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต้นแม่น้ำตาปี สถานที่สุดท้ายในการลอยเถ้าอังคารของท่านพุทธทาส เป็นเส้นทางเดินทางเท้าเข้าป่าฝ่าดงทาก ขึ้นเขาลงหุบลุยลำธาร ท่านพุทธทาสได้กำหนดในพินัยกรรมเป็นแอ่งน้ำจะไหลสู่แม่น้ำตาปี ท่านธรรมทาส น้องชายของท่านพุทธทาสเล่าว่า ถ้าทิ้งเถ้ากระดูกของท่านที่ต้นน้ำตาปีแล้วใครที่อยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ฯ อยู่ริมริมๆน้ำตาปี วักน้ำขึ้นลงมาล้างหน้าแล้วนึกถึงท่านพุทธทาส นึกถึงคำสอนของท่านพุทธทาสได้ถูกต้องไม่ต้องไปสวนโมกข์หรอก ชุบน้ำในแม่น้ำตาปีก็อาบได้

 
วิดีทัศน์ชุดนี้ จัดทำโดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดทำขึ้นเนื่องในวาระ พุทธทาส ๑๐๐ ปี
 

จัดทำโดย : กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี
โทรศัพท์ : 0-7728-4806โทรสาร : 0-7728-4806
E-mail : webmaster@suratthani.go.th